นวัตกรรม ลดมลภาวะทางอากาศจากสิ่งของรอบตัวเรา

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม .
25 Nov 2021          27 Views




“มันใกล้เข้ามาแล้ว...อีกแค่นิดเดียว” ทุกท่านอย่าพึ่งคิดไปไกล ที่ว่าใกล้เข้ามาแล้วนั้นคือ ช่วงเวลาที่ไทยจะมีค่าฝุ่นสูงสุดในรอบปี โดยมีข้อมูลของค่าฝุ่น PM 2.5 จาก Ari4Thai แอปพลิเคชั่นรายงานคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ของประเทศไทย โดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่าเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีปริมาณฝุ่น PM 2.5 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-11 พ.ย. อยู่ในช่วง 2-102 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐาน 32 วัน แต่ทางภาคเหนือของไทยกลับมีสถานการณ์ที่แย่กว่า คือ ในช่วงเวลาเดียวกันมีปริมาณฝุ่น PM 2.5 อยู่ในช่วง 4-104 มคก.ต่อ ลบ.ม. เกินมาตรฐาน 34 วัน และในวันที่ 21 มี.ค. 63 ใด้ทำลายสถิติใหม่ในรอบ 4 ปี โดยมีปริมาณฝุ่นสูงถึง 366 มคก.ต่อลบ.ม. เรียกได้ว่า “เกินค่ามาตรฐานถึง 7 เท่า” เลยทีเดียว

ปัญหานี้ไม่เพียงเกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดกับหลายประเทศทั่วโลก จึงเรียกได้ว่า “ฝุ่นที่เล็กกว่าเส้นผมของเรานี้ กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก” โดยมีข้อมูลของค่าฝุ่น PM 2.5 จากเว็ปไซด์ IQAir เจ้าของแอปพลิเคชั่นรายงานคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ พบว่าเมื่อปี 2563 ประเทศที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 ตลอดทั้งปีสูงที่สุดในโลก 3 อันดับแรกคือ บังกลาเทศ (77.10), ปากีสถาน (59.00) และอินเดีย (51.90) ซึ่งสำหรับไทยเราอยู่ที่อันดับ 34 ของโลก (21.40) ดังนั้นมนุษย์จึงได้คิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยลดมลภาวะทางอากาศ

ลองคิดดูว่าจะดีแค่ไหน? หากสิ่งของรอบตัวสามารถช่วยให้อากาศรอบตัวดีขึ้นได้ จะขอยกตัวอย่างนวัตกรรมที่ช่วยลดมลภาวะทางอากาศ โดยมีแนวคิดจากการใช้สิ่งของรอบตัวมาดัดแปลงเป็นเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งบางนวัตกรรมสามารถพบเห็นได้ตามที่สาธารณะแล้ว แต่บางนวัตกรรมก็ยังเป็นแค่ไอเดียไม่สามารถผลิตใช้จริงได้ เพราะหลายปัยจัย เช่น ผู้ผลิตไม่พร้อมลงทุน และเรื่องความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เป็นต้น

อันดับแรกคือ หอคอยปลอดควัน (Smog Free Tower) ที่ดัดแปลงจากตึกอาคาร ซึ่งมองไกลๆ อาจคล้ายตึก 4 ชั้น (สูง 7 เมตร) ริมถนนธรรมดาทั่วไป แต่แท้จริงแล้วตึกนี้คือ “เครื่องฟอกอากาศกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุด” หอกรองอากาศนี้ติดตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2015 ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ จากการทดสอบพบว่า สามารถกรองฝุ่น PM10 ได้ถึงร้อยละ 70 และ PM2.5 ได้ถึงร้อยละ 25 นอกจากนี้การหาเงินทุนสำหรับโครงการยังทำในแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคือ หาทุนจากผู้บริจาคในเว็ปไซด์ จึงทำให้ทั้งบุคคลทั่วไป และหน่วยงานต่างๆ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ได้ และผู้ก่อตั้งจะตอบแทนด้วยแหวนเพชรและกระดุมข้อมือฝังเพชรที่ผลิตจากคาร์บอนที่เป็นมลพิษทางอากาศให้กับผู้บริจาคด้วย

อันต่อมายังคงเป็นหอคอย แต่เป็นหอคอยต้นไม้ (London City Trees) หากมองไกลๆ อาจดูคล้ายตึกสีเขียวๆ แต่ถ้าเข้าไปใกล้หอคอยคุณจะรู้สึกได้ว่า “นี้แหละคือ ป่าขนาดย่อมๆ” เป็นการใช้นวัตกรรมทางชีวภาพ โดยปลูกมอสสายพันธุ์ต่างๆ ในหอคอยทรงสูง ซึ่งมอสสามารถผลิตก๊าซออกซิเจน และดักจับฝุ่นรวมถึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช แถมยังกักเก็บความชื้นได้ดี มีประสิทธิภาพเทียบเท่าต้นไม้ 275 ต้น จึงไม่แปลกที่จะรู้สึกเย็นสบายเหมือนอยู่ในสวน และไม่ต้องกังวลว่า หากติดตั้งในที่แห้งแล้งแล้วมอสจะตาย เพราะหอคอยนี้มีระบบจัดการน้ำและดินในตัวเอง ทำให้สามารถติดตั้งได้ทุกสภาพอากาศ หอคอยนี้ถูกคิดขึ้นมาในแนวคิดที่ต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง ในปัจจุบันตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดิน Leytonstone ถนน High Road และถนน Crownfield ในกรุงลอนดอน 

ออกจากหอคอยแล้วมาดูสิ่งที่ทุกท่านเห็นจนชินตา โดยเฉพาะในเมืองใหญ่นั้นคือ “ป้ายโฆษณาขนาดยักษ์” คงดีไม่น้อยหากป้ายโฆษณาในกรุงเทพที่เรียงตัวมากมายอยู่ตามถนนหรือที่อยู่บนห้างสรรพสินค้าต่างๆ สามารถฟอกอากาศพร้อมกับโฆษณาไปด้วยเหมือน Air-Purifying Billboard ในประเทศเปรู แนวคิดนี้ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรใหม่เลย แค่ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเข้ากับป้ายโฆษณา เป็นการเพิ่มฟังก์ชันให้ใช้ประโยชน์ได้มากกว่าแค่การโฆษณา ป้ายโฆษณาขนาดยักษ์นี้สามารถฟอกอากาศได้มากถึง 3.5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือเทียบเท่ากับต้นไม้ 1,200 ต้น 

ตัวอย่างสุดท้ายเชื่อว่า สายปั่นหรือสายรักสุขภาพทุกท่านคงชอบสิ่งนี้นั้นคือ “จักรยานสังเคราะห์แสง(Photosynthesis Bike)” ตามชื่อเรียกเลยจักรยานนี้สามารถสังเคราะห์แสงได้โดยเลียนแบบการสังเคราะห์แสงของพืช (Photosynthesis) โดยการกรองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านอุปกรณ์ระหว่างช่องแฮนด์ และมีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่อยู่ในเฟรมเป็นตัวช่วยผลิตก๊าซออกซิเจนออกมา เรียกได้ว่า “แค่ปั่นก็เท่ากับช่วยฟอกอากาศให้โลกแล้ว” แต่น่าเสียดายที่นวัตกรรมนี้ยังเป็นแค่ไอเดีย ยังไม่สามารถใช้จริงได้ แต่เชื่อว่าในอนาคตคงได้ผลิตออกมาให้ปั่นกันแน่ และอาจต่อยอดนำเทคโนโลยีเลียนแบบการสังเคราะห์แสงของพืชไปใช้กับสิ่งต่างๆ รอบตัวไปอีกด้วย

จากที่ได้ยกตัวอย่างนวัตกรรมที่ชวยลดมลภาวะทางอากาศ หวังว่าผู้ประกอบการหรือผู้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ จะเกิดไอเดียนำมาใช้กับสิ่งรอบตัวในประเทศไทยได้ อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมเหล่านี้เป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้นเราจึงควรป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่ยากเกินจะแก้ไขได้ อย่างการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ลดการใช้รถส่วนตัวหันมาใช้รถสาธาณระ แต่อย่าลืมป้องกันตัวเองจากโรคโควิด-19 ด้วย หรือการดับเครื่องยนต์ในขณะที่ต้องจอดรอนานๆ และลดการเผาที่ไม่จำเป็น ถ้าทุกคนร่วมแรงร่วมใจช่วยกัน เชื่อว่าหากไม่มีนวัตกรรมเหล่านี้ คุณภาพอากาศของไทยเราก็จะดีขึ้นได้ไม่ยาก

#ชีวิตวิถีใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม