ภูเขาไฟปะทุ คุณประโยชน์ที่แฝงอยู่ในมหันตภัย

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม .
14 Oct 2021          23 Views




ภูเขาไฟปะทุ คุณประโยชน์ที่แฝงอยู่ในมหันตภัย

“ภูเขาไฟ” เป็นธรณีสัณฐานที่หินหนืดปะทุผ่านขึ้นมายังพื้นผิวของโลก ภูเขาไฟเกิดขึ้นใกล้กับแนวรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก เช่น วงแหวนแหล่งไฟในบริเวณรอบๆ มหาสมุทรแปซิฟิก เป็นต้น ปรากฏการณ์หินหนืดและร้อนจัดที่อยู่ในส่วนลึกใต้เปลือกโลก (แมกมา) สะสมความร้อนไว้มากจนเคลื่อนตัวด้วยแรงดันออกมาสู่ผิวโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางแคมีของเปลือกโลก จนปะทุปล่อยทั้งหินลาวา แร่ธาตุ และก๊าซต่างๆ เรียกโดยรวมว่า เทบพรา (Tephra) และเรียกปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้ว่า “ภูเขาไฟระเบิด”

ภูเขาไฟระเบิด ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งอัตราความรุนแรงของการปะทุในแต่ละครั้งจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของการระเบิด ความดันของไอ ความหนืดของลาวา เป็นต้น ถ้าลาวามีความหนืดสูงอัตราความรุนแรงจะมากตามไปด้วย ในขณะเดียวกันความเสียหายที่เกิดขึ้นบนพื้นดินจะเป็นบริเวณแคบกว่าลาวาที่มีความหนืดต่ำ และประชาชนจะสามารถอพยพได้ทัน เพราะลาวาที่มีความหนืดสูงจะแข็งตัวได้เร็วกว่า

ผลกระทบต่อภาคพื้นดินจากภูเขาไฟระเบิดในแต่ละภูเขาไฟแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของภูเขาไฟ โดยแบ่งจากความรุนแรงของการปะทุ และความหนืดของลาวา แบ่งได้ 4 ลักษณะ คือ ภูเขาไฟกรวยสูง , ภูเขาไฟกรวยสลับชั้น , ภูเขาไฟรูปโล่ และภูเขาไฟกรวยกรวด ภูเขาไฟยังปล่อยเถ้าฝุ่นและก๊าซต่างๆ เช่น H2O, CO2, SO2, H2, CO, H2S, และ HCl ซึ่งการปะทุแต่ละครั้งส่งผลกระทบต่ออากาศแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการปะทุ และแรงลมท้องถิ่น เถ้าฝุ่นต่างๆ ทำให้ระดับของ PM 2.5 และ PM 10 เพิ่มขึ้นจนเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีผลการศึกษาพบว่าการปะทุของภูเขาไฟเพิ่มระดับของ PM10 มากกว่า PM 2.5 ในพื้นที่ใกล้เคียงการปะทุ ส่วนพื้นที่ห่างไกลการปะทุจะมีระดับของ PM 2.5 เพิ่มขึ้น เพราะเถ้าฝุ่นขนาด PM 2.5 สามารถลอยตามแรงลมได้ไกลกว่า PM 10 นอกจากนี้ก๊าซที่ปล่อยออกมาอย่างก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) จะทำปฏิกิริยาทางเคมีกับ แสงอาทิตย์ ก๊าซและละอองต่างๆ ในอากาศกลายเป็นสารคอลลอยด์อนุภาคละเอียดอย่าง PM 2.5 เรียกว่า ละอองลอย (aerosol) มีผลการศึกษาพบว่า ก๊าซ SO2 ที่ปล่อยจากภูเขาไฟ 90 % จะกลายเป็นละลองลอยได้ภายใน 1 เดือน นอกจากนี้ ก๊าซที่ปล่อยออกมา เช่น SO2, HCl, และ HF สามารถรวมตัวกับละอองน้ำกลายเป็นฝนกรดที่อันครายต่อสิ่งมีชีวิต

แต่อย่างไรก็ตาม ภูเขาไฟก็มีประโยชน์ต่อโลกและมนุษย์ด้วย เช่น เป็นการรักษาสมดุลของดิน อากาศ และอุณหภูมิในมหาสมุทรและบนพื้นดิน โดยการระบายความร้อนสะสมใต้เปลือกโลก และการลดอุณหภูมิของอากาศ ด้วยละอองลอยของก๊าซ SO2 ในชั้นสตราโตสเฟียร์สามารถสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ได้ , เป็นวาล์วนิรภัยให้กับภูมิอากาศโลก , ทำให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวเป็นผลให้แผ่นดินขยายและยกสูงขึ้นจนเกิดภูเขาและเกาะต่างๆ , ดินที่เกิดจากภูเขาไฟระเบิดจะมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุต่างๆ จนเป็นแหล่งเพาะปลูกได้ , เป็นแหล่งเกิดน้ำพุร้อนและเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย , การเคลื่อนที่ของลาวาทำให้ชั้นหินที่อยู่ใต้ลาวาไหลผ่านแข็งแกร่งขึ้น , ทำให้เกิดแหล่งแร่สำคัญค่อเศรษฐกิจ เช่น เพชร เหล็ก เป็นต้น นอกจากนั้น มนุษย์ได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ประโยชน์จากภูเขาไฟ เช่น โรงงานไฟฟ้าความร้อนใต้พิภพในประเทศไอซ์แลนด์ที่ตั้งอยู่บนภูเขาไฟที่ดับสนิท เป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีต้นทุนและยั่งยืน แต่โรงไฟฟ้านี้ก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นจำนวนมาก จึงได้คิดค้นเทคโนโลยี CarbFix ที่สามารถกักเก็บก๊าซ CO2 ไว้ใต้ชั้นหินภูเขาไฟได้ในรูปแบบหินคาร์บอนไดออกไซด์ 

หลายท่านอาจสงสัยว่า การปะทุของภูเขาไฟส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนหรือไม่ มีผลการศึกษาพบว่า เถ้าฝุ่นที่ปล่อยออกมาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญต่อภาวะโลกร้อน และก๊าซเรือนกระจกต่างๆ ที่ปล่อยออกมาก็ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่า กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าภูเขาไฟระเบิดถึง 130 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้น เราทุกคนควรช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่างๆ เพื่อไม่ให้การกระทำกิจกรรมต่างๆ ของเราเป็นตัวทำลายโลกของเราเอง

#ชีวิตวิถีใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ที่มา : https://th.wikipedia.org/