ถึงเวลาเยียวยาขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม .
30 Jul 2021          60 Views


แม้กรอบแนวคิดเรื่อง Planetary Boundaries หรือ 'ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก' อาจจะยังไม่ได้รับความสนใจหรือเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าเรื่องนี้ เชื่อมโยงกับสังคมบริโภคอย่างแนบแน่น

นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โจฮัน ร็อกสตรอม (Johan Rockström) จากมหาวิทยาลัยสต็อกโฮล์ม (Stockholm University) และวิล สเตฟเฟน (Will Steffen) จากมหาวิทยาลัยแห่งออสเตรเลีย (Australian National University)นำเสนอเรื่อง ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก ผ่านงานวิจัยที่ระบุว่า สมดุลตามธรรมชาติกำลังจะพังทลายลง ระบบนิเวศที่เคยเยียวยาตัวเองได้ กำลังสูญเสีย ความสามารถนั้นไป เพราะปัญสิ่งแวดล้อมหลายด้านที่เกิดขึ้นทั่วโลก รุนแรงเกินขีดจำกัดที่โลกจะรับมือได้

โจฮัน ร็อกสตรอม ระบุว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญๆ  9 ด้าน กำลังลุกลามในระดับที่ทะลุ ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก นั่นก็คือ  1. การสูญเสียความสมบูรณ์ของชีวภูมิ 2. การเปลี่ยนแปลงของกระบวนการชีวเคมี ของไนโตรเจนและฟอสฟอรัส3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 4. การทำลายคุณภาพดิน ทำลายป่า 5. การใช้น้ำจืดแบบไม่ยั่งยืน 6. ปรากฏการณ์ทะเลกรด 7. การเปลี่ยนแปลงของละอองในบรรยากาศ 8. มลภาวะจากสารเคมีใหม่ 9. โอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere)ลดลง



แน่นอนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญๆ  9 ด้านเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการบริโภคของเราโดยตรง โดยเฉพาะ การสูญเสียความสมบูรณ์ของชีวภูมิ (Loss of biosphere integrity) และ การเปลี่ยนแปลงของกระบวนการชีวเคมี (Changes to biogeochemical flows) ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายในวงกว้าง 

โดยปกติแล้ว แต่ละปี สัตว์น้ำจะสูญพันธุ์ในอัตราราว 0.1 – 1 ชนิดพันธุ์ต่อหนึ่งล้านชนิดพันธุ์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะสูญพันธุ์ในอัตรา 0.2 – 0.5 ชนิดพันธุ์ต่อหนึ่งล้านชนิดพันธุ์ แต่ปัจจุบันการสูญพันธุ์เกิดขึ้นเร็วกว่าในอดีต100-1,000 เท่า โดยมีสาเหตุมาจากมนุษย์ การทำลายป่า ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์เพื่อทำการเกษตร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมต่างๆ ทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์เคยกำหนดขอบเขตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่ปลอดภัยอยู่ที่ไม่เกิน 10 ชนิดพันธุ์ต่อหนึ่งล้านชนิดพันธุ์ในแต่ละปี แต่ปัจจุบัน ในแต่ละปี เรากำลังเผชิญการสูญพันธุ์ในอัตราสูงถึง 1,000 ชนิดพันธุ์ต่อหนึ่งล้านชนิดพันธุ์เลยทีเดียว ในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ มนุษย์ทำลายสิ่งมีชีวิตให้สูญพันธุ์ไปจากโลกถึง 50% และคาดการณ์ว่า ในอีก 50 ปี ข้างหน้าหากมนุษย์ยังไม่ตื่นตัวในเรื่องนี้และหามาตรการแก้ไขร่วมกัน สิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์ เพิ่มขึ้นเป็น 70 %  

ขณะที่ปัญหา ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสซึ่งเกิดจากภาคการเกษตร การปลูกพืชโดยใช้ปุ๋ยเคมี ปริมาณมหาศาลจนส่งผลให้ ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ถูกชะล้างและปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ เดิมนักวิทยาศาสตร์ระบุขอบเขตปริมาณการใช้ไนโตรเจนในภาคเกษตรทั่วโลกไม่ควรเกิน 62 ล้านตันต่อปี ฟอสฟอรัสไม่เกิน 6.2 ล้านตันต่อปี แต่ปัจจุบัน พบว่า ภาคเกษตรทั่วโลกใช้ไนโตรเจนปริมาณมากถึง 150 ล้านตันต่อปีและฟอสฟอรัส 14 ล้านตันต่อปี

นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ออกมาระบุไปในทิศทางเดียวกัน ว่า หากผู้บริโภคทั่วโลกสามารถลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากภาคปศุสัตว์เชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม ลง 50% ก็จะส่งผลเป็นวงจรไปถึงการลดระดับการทำปศุสัตว์ในปัจจุบันลงได้ถึง 50% เช่นกัน จึงกล่าวได้ว่า วิธีช่วยเยียวยา ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก กำลังอยู่ในมือและการตัดสินใจของผู้บริโภคทั่วโลก


ที่มา :